General

10 อาชีพ ที่หุ่นยนต์ AI ทำงานแทนไม่ได้

ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น หากไม่อยากโดน AI แย่งงาน ต้องวางแผนอนาคตตั้งแต่ตอนนี้ ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่า หุ่นยนต์ หรือ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น และเริ่มเห็นการปรับใช้เทคโนโลยี หุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในบางตำแหน่ง เช่น เครื่องรับบัตรจอดรถอัตโนมัติ พนักงานคอลเซนเตอร์ พนักงานเสิร์ฟ ตำแหน่งที่ต้องใช้ความแม่นยำและงานที่ทำซ้ำๆ ในอุตสาหกรรมการผลิต เป็นต้น รวมไปถึงวงการการตลาดที่เริ่มหันมาสร้างคาแรคเตอร์ นำ AI พัฒนามาต่อยอดเป็น Influencer โปรโมทสินค้า ในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีอีกหลายตำแหน่ง ที่จะนำ AI มาทำงานแทน อย่างไรก็ตามหุ่นยนต์ก็ยังคงมีข้อจำกัดบางอย่างที่ไม่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ มาดูกันว่าจะมีอาชีพไหนบ้าง 1) ทนายความ ผู้พิพาษาอาชีพนี้ต้องใช้ตรรกะในการคิด วิเคราะห์ ความเป็นเหตุเป็นผล และความถูกต้อง แต่ละคดีก็จะมีความซับซ้อนที่แตกต่างกันไป มีการเจรจา ต่อรอง ตอบโต้ ดังนั้นหุ่นยนต์จึงไม่สามารถทำอาชีพนี้ได้ดีเท่ากับมนุษย์ 2) จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ให้คำปรึกษาอาชีพนี้ เป็นอาชีพที่ต้องเข้าถึงจิตใจของมนุษย์ ใช้อารมณ์และความรู้สึกประกอบกับเหตุผลในการทำงานร่วมด้วย การสื่อสารที่ต้องทำให้คนไว้วางใจและสบายใจ ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูงมาก ทำให้หุ่นยนต์ไม่สามารถทดแทนตำแหน่งนี้ได้ 3) บุคลากรทางการแพทย์อาชีพที่ใช้ความแม่นยำสูง แต่เนื่องจากมนุษย์มีโครงสร้างและลักษณะที่ไม่เหมือนกัน […]

10 อาชีพ ที่หุ่นยนต์ AI ทำงานแทนไม่ได้ Read More »

ชอบศิลปะแต่วาดรูปไม่เก่ง ทำอย่างไรดี ?

ในโลกของศิลปะนั้น ศิลปะไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ทุกๆ ผลงาน คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์ ศิลปะสามารถฝึกฝนกันได้ ยิ่งฝึกทำบ่อยๆ ก็สามารถเก่งขึ้นได้จนกลายเป็นความชำนาญ ศิลปะมีหลากหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะแบบเรียลลิสม์ (Realism), อิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism),  อาร์ต นูโว (Art Nouveau), เซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism), แอ็บสแตรค (Abstract), ป๊อปอาร์ต (Pop Art), สตรีทอาร์ต (Street Art) และอื่นๆ ก่อนอื่น ลองดูจากความชอบของเราก่อน ว่าชอบงานประเภทไหน แล้วค่อยศึกษาจากพื้นฐานของงานประเภทนั้น อาจจะเริ่มต้นจากการศึกษา ลองทำตามเทคนิคต่างๆ บน Youtube หรือติดตามเพจที่เกี่ยวกับศิลปะ เพราะครีเอเตอร์มักจะแชร์ผลงาน และเทคนิคควบคู่กันไปด้วยเสมอ  เมื่อเจอแนวทางที่เราชอบชัดเจนแล้ว ก็ฝึกสร้างสรรค์ผลงานไปเรื่อยๆ เพื่อดูพัฒนาการของตัวเองว่าตรงไหนที่เรายังทำได้ไม่ค่อยดี ให้พยายามเน้นพัฒนาตรงจุดนั้น อีกวิธีที่ทำให้ประหยัดเวลาในการเรียนรู้ คือการลองไป Workshop หรือ เลือกลงคอร์สเรียนศิลปะ เพราะการเรียนกับผู้ที่เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัวโดยตรง จะทำให้ครูผู้สอน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้ตอบโจทย์กับตัวเรามากที่สุด บางปัญหาเราอาจจะมองไม่เห็นด้วยตัวเอง ถ้ามีคนคอยช่วยไกด์ไลน์จะยิ่งทำให้เราพัฒนาได้ไวมากขึ้น ถ้าหากเรารู้ตัวแล้วว่าเราชอบอะไร

ชอบศิลปะแต่วาดรูปไม่เก่ง ทำอย่างไรดี ? Read More »

6 เทคนิคอ่านหนังสือแบบรวดเร็ว จดจำแม่นยำ

6 เทคนิคอ่านหนังสือแบบรวดเร็ว จดจำแม่นยำ เหมาะสำหรับช่วงเวลาเร่งด่วนก่อนสอบ มีเวลาเตรียมตัวน้อย 1) เริ่มจากการอ่านบทสรุปก่อนโดยปกติแล้ว หนังสือส่วนใหญ่จะมีการสรุปที่ท้ายบท เพื่อเน้นย้ำให้เราเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น เมื่ออ่านบทสรุปแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจ ให้ย้อนกลับมาอ่านเนื้อหาแบบผ่านๆ หาในสิ่งที่เราต้องการรู้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มอ่านตั้งแต่ต้น 2) เลือกดูจากสารบัญ หรือหัวข้อการเลือกอ่านส่วนนี้ก่อน จะทำให้เราได้เห็นเนื้อหาหลักของบทเรียนทั้งหมด และการลำดับความสำคัญของเนื้อหา ทำให้เราสามารถเลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจได้ 3) ไฮไลท์ข้อความสำคัญเราไม่สามารถจำเนื้อหาทั้งหมดได้ การไฮไลท์เฉพาะส่วนที่สำคัญ จะช่วยให้เราจดจำได้ดียิ่งขึ้น ควรไฮไลท์ในส่วนที่จำเป็นต้องจำ หรือในส่วนของบทสรุป เพื่อที่เวลาย้อนกลับมาอ่านอีกรอบ เราจะได้เห็นข้อความที่เป็นใจความสำคัญสะดุดตาก่อน แล้วภาพบริบทอื่นๆ ในบทเรียนจะตามมา 4) เขียนสรุปในรูปแบบของตัวเราเองสิ่งที่จะทำให้เราจดจำได้ดีอย่างมีประสิทธิภาพ คือการเขียนสรุปด้วยภาษาของเราเอง ถ้าเราเขียนสรุปเพิ่มเติมจากการไฮไลท์ในหนังสือ จะทำให้เวลาที่เรากลับมาอ่านทบทวน เราจะไม่ต้องพลิกหน้าหนังสือไปมา สามารถอ่านจากที่เราสรุปไว้ได้เลย ช่วยประหยัดเวลาได้มาก 5) ช่วยกันติวกับเพื่อนการพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อน จะช่วยให้เราได้ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ว่าสิ่งที่เราเข้าใจถูกต้องหรือไม่ หรือถ้ามีส่วนไหนที่ถูกข้ามไป ก็จะสามารถเพิ่มเติมข้อมูลลงไปได้ แต่ละคนก็มักจะมีเทคนิคการอ่านสรุปแตกต่างกันไป เราก็จะได้เรียนรู้วิธีการใหม่ๆ จากมุมมองของเพื่อนด้วย 6) ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากการอ่านหนังสือแล้ว เราสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อประกอบกับการอ่านหนังสือ ลองอ่านเนื้อหาที่ผู้เขียนคนอื่นได้ทำการสรุปไว้ ก็จะทำให้มีตัวอย่างหลากหลายมากขึ้น หลังจากนั้นก็นำเนื้อหาทั้งหมดมาสรุปรวมกันในรูปแบบของเราเองอีกทีก็ได้เช่นกัน

6 เทคนิคอ่านหนังสือแบบรวดเร็ว จดจำแม่นยำ Read More »

เทคนิคการเลือกใช้ปากกาสี เพื่อช่วยกระตุ้นความจำ

สีเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์ของมนุษย์ และส่งผลต่อความรู้สึก เมื่อเรามีความรู้สึกต่อสิ่งใด เรามักจะจดจำภาพของสิ่งนั้นๆ สีจึงมีอิทธิพลต่อการจดจำและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันจึงมีการนำสีมาทำเป็นสัญลักษณ์ เพื่อแทนความหมายของสิ่งต่างๆ รวมไปถึงการใช้ปากกาสีสำหรับจดโน้ต หรือไฮไลท์ข้อความเวลาอ่านหนังสือ เพื่อช่วยในการจดจำอีกด้วย มาลองดูกันว่า ปากกาสีแต่ละสีมีหลักการใช้งาน ที่ช่วยกระตุ้นความจำอย่างไรบ้าง สีแดง ช่วยกระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือด ช่วยเพิ่มสมาธิและความจำ เหมาะสำหรับการจดหัวข้อสิ่งสำคัญที่สุด บทสรุป ข้อความที่ต้องการเน้น เห็นแล้วสะดุดตา สีเขียว ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มองเห็นแล้วสบายตา ทำให้เราจดจ่อกับข้อความได้นาน เหมาะสำหรับข้อความที่เป็นคำอธิบาย หรือข้อความที่ต้องการกลับมาทบทวนซ้ำ สีส้ม หรือสีเหลือง เป็นสีที่ดูสดใส สดชื่น ทำให้มีความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับข้อความที่แสดงตัวอย่าง ประโยคที่ต้องวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ทำให้เห็นภาพชัดมากขึ้น สีม่วง หรือสีชมพู มีพลังในการกระตุ้นสมองเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ทำให้สมองโลดแล่น เหมาะสำหรับข้อความที่เป็นคีย์เวิร์ด ข้อความที่เรามักจะจำไม่ค่อยได้ หรือใช้กับข้อความที่เป็นไอเดีย สีฟ้า ให้ความรู้สึก สงบ ปลอดโปร่ง สบายตา โทนสีคล้ายๆ กับสีเขียว เหมาะสำหรับข้อความในส่วนของเนื้อหา ที่มีความยาว หรือข้อมูลเยอะ สีฟ้าจะช่วยเน้นในการจดจำผ่านสายตาได้ดี การเขียนหรือจดด้วยตัวเองจะทำให้เราจำส่วนที่ตัวเองบันทึก ได้ดีกว่าการไฮไลท์บนข้อความ

เทคนิคการเลือกใช้ปากกาสี เพื่อช่วยกระตุ้นความจำ Read More »

ฝึกพัฒนาการสมอง ด้วยการทำสิ่งที่ไม่ถนัด

การทำงานของระบบร่างกายเรา ถูกสั่งการด้วยสมอง ทำอย่างไร เราจะสามารถฝึกฝนเพื่อพัฒนาสมองของเราได้บ้าง อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้น การทำงานภายในระบบร่างกายของเรานั้นถูกสั่งการด้วยสมอง คนเรามักจะคุ้นชินกับการทำอะไรรูปแบบเดิมๆ โดยการทำในสิ่งที่เราถนัดนั้น สมองของเราจะถูกกระตุ้นเพียงข้างเดียว สมองและกล้ามเนื้ออีกข้างจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร เราควรจะต้องฝึกสมองทั้งสองข้างให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  สมองซีกซ้าย เป็นส่วนของการตัดสินใจ การใช้เหตุผล ตรรกะ การคิดวิเคราะห์ การคำนวน ทักษะภาษา โดยควบคุมมือข้างขวา สมองซีกขวา เป็นส่วนของความคิดสร้างสรรค์ การใช้อารมณ์ สุนทรียศาสตร์ที่ประกอบไปด้วย ความสามารถด้านศิลปะ ดนตรี ความจำ โดยควบคุมมือข้างซ้าย เราสามารถลองเริ่มจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัวที่เราสามารถเริ่มทำได้เป็นประจำ เพื่อฝึกสมองทั้งสองข้าง เช่น ฝึกการนับเลขถอยหลัง ฝึกการเขียน-วาดรูป โดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ลองสลับมือจับช้อนส้อม และตะเกียบ การลองปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมๆ ของตัวเอง ลดความจำเจ พยายามลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ก็จะช่วยฝึกฝนสมองให้พัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดมากยิ่งขึ้น เช่น หากเป็นคนที่ถนัดด้านวิชาการ ลองหากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ อย่างการเรียนศิลปะ ดนตรี จัดดอกไม้ เพิ่มเติม อาจลองทำกิจกรรมที่มีความท้าทาย เช่น เล่นกีฬา Extreme เป็นต้น

ฝึกพัฒนาการสมอง ด้วยการทำสิ่งที่ไม่ถนัด Read More »

ลูกชอบเรียนวิชาไหน สังเกตได้อย่างไร?

เด็กแต่ละคนมีความชอบและความถนัดที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าหากผู้ปกครองทราบว่าลูกของเรามีความชอบในด้านใดเป็นพิเศษ ก็จะสามารถช่วยส่งเสริมทักษะในด้านนั้นให้โดดเด่นมากขึ้นไปได้อีก แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าวิชาไหน เป็นวิชาที่ลูกชอบ วิธีสังเกตในเบื้องต้น สามารถดูได้จากคะแนนผลการเรียน วิชาไหนที่ทำคะแนนได้ดี ก็มีแนวโน้มที่ลูกจะชอบวิชานั้น ลองสังเกตในช่วงเวลาที่ทำการบ้าน ว่าลูกเลือกทำรายวิชาไหนเป็นพิเศษ และสังเกตเพิ่มว่าเขามีท่าทีในการแสดงออกกับแต่ละวิชาอย่างไร หรือลองสอบถามโดยตรงว่าชอบวิชาไหนบ้าง และไม่ชอบวิชาไหนบ้าง อีกวิธีที่สามารถใช้ในการสังเกต อาจลองพาลูกไปลงคอร์สกิจกรรม หรือเล่นกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะวิชาต่างๆ เช่น ฝึกเล่นเกมในแอปสอนภาษา คำนวณตัวเลข ต่อเลโก้ ทดลองวิทยาศาสตร์ วาดภาพ ระบายสี หรือเล่นดนตรีแบบง่ายๆ หรือลองสนับสนุนให้ลูกๆ ทดลองเรียนคอร์สหลากหลายวิชา ทั้งในด้านวิชาการ และด้านอื่นๆ อย่างเช่น คอร์สเรียนภาษา คอร์สเรียนคณิตคำนวน คอร์สกีฬา หรือคอร์สเรียนดนตรีที่หลากหลาย เช่น เปียโน กลอง ไวโอลิน บัลเล่ต์ ร้องเพลง  เมื่อทราบแล้ว ก็ควรพยายามส่งเสริมลูกให้ได้เร็วที่สุด เพื่อฝึกฝนทักษะตั้งแต่วัยเด็ก ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้ค้นพบศักยภาพใหม่ๆ เพิ่มอีก อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรยัดเยียดหรืออัดแน่นวิชานั้นๆ ให้กับลูกมากจนเกินไป เพราะอาจส่งผลตรงกันข้ามได้ จากที่ลูกชอบจะกลายเป็นรู้สึกเบื่อหน่ายแทน THAILAND COURSE HUB เรามีคอร์สเรียนที่หลากหลาย ช่วยเสริมทักษะ และค้นหาตัวตนของลูก

ลูกชอบเรียนวิชาไหน สังเกตได้อย่างไร? Read More »

ข้อดีของการเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัว

ในยุคปัจจุบันการเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัว ถือเป็นวิธีที่ได้ผลรวดเร็วมากที่สุด การเรียนคนเดียวมีความแตกต่างจากการเรียนเป็นกลุ่มใหญ่อย่างมาก โดยเราจะมาพูดถึงในส่วนของเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัวกันค่ะ ว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง การเรียนแบบตัวต่อตัว หรือ Private Lesson นั้น สามารถเลือกกำหนดเวลาเรียนและสถานที่เองได้ ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเวลาและได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่ถูกใจ สถานที่โล่งโปร่งสบาย ไม่ต้องแออัดกับคนจำนวนมาก ทำให้ผู้เรียนมีสมาธิ จดจ่อกับบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น การเรียนแบบตัวต่อตัว จะทำให้นักเรียนรู้สึกสบายใจไม่ต้องคอยกังวล เพราะสามารถซักถามกับครูได้ตลอดเวลา เมื่อไม่เข้าใจบทเรียน คุณครูก็สามารถเอาใจใส่กับผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเรียนพิเศษในวิชาเฉพาะทาง ที่ไม่ได้มีการสอนทั่วไปในห้องเรียน หรือผู้เรียนที่มีพื้นฐานอ่อนมากๆ การเรียนแบบตัวต่อตัว จะยิ่งทำให้เข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ง่ายมากกว่า เพราะคุณครูจะสอนจนกว่าผู้เรียนจะเข้าใจนั่นเอง การเรียนพิเศษนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องใช้การตัดสินใจอย่างดีที่สุด เพราะเป็นการลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากหลักสูตรการเรียนปกติ ควรเลือกเรียนในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้เรียนและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด THAILAND COURSE HUB เรามีทีมคุณครูผู้มากประสบการณ์ ด้านวิชาการและการสอน สามารถช่วยให้เด็กๆ สามารถเรียนได้อย่างมีความสุข มีประสิทธิภาพมากขึ้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 061-9542244 หรือ 089-6792835Line : @thailandcoursehub  Class at home in Bangkok บทความที่น่าสนใจ 5 อาชีพ สร้างเงินหลักแสน ใช้ภาษาเป็นใบเบิกทาง admin

ข้อดีของการเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัว Read More »

5 วิธีช่วยให้ลูกอยากเรียนหนังสือ

คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านคงเคยประสบปัญหา ลูกงอแง ไม่อยากไปโรงเรียน เรียนหนังสือ บทนี้เราจะมาดูวิธีการทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้ลูกๆ อยากเรียนหนังสือกันค่ะ 1) หา Idol ทางการเรียนให้กับลูกถ้าลูกๆ มีแบบอย่างที่น่าทำตาม พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจในการเรียนมากขึ้น เช่น ลิซ่า Blackpink คนไทยที่ประสบความสำเร็จเมื่ออายุยังน้อย อยากเป็นแบบพี่เขาต้องตั้งใจเรียนนะ หรืออาจเป็นใครก็ตามที่เด็กๆ ชื่นชอบนั่นเองค่ะ 2) ให้รางวัลคุณพ่อคุณแม่อาจลองตั้งเงื่อนไข เพื่อชักจูงใจลูกๆ เช่น หากผลสอบคราวนี้ได้คะแนนดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะให้รางวัลเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชอบหรืออยากได้มากๆ เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นเป้าหมายให้เด็กๆ 3) หาคุณครูอารมณ์ดีมาสอนเมื่อเด็กๆ ได้เรียนกับคุณครูที่มีเคมีเข้ากัน มีประสบการณ์และเทคนิคในการสอน สอนสนุก และสามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ เด็กๆ ก็จะรู้สึกสนุก และอยากเรียนมากขึ้น 4) ให้คุณครูช่วยสรุปบทเรียนหลายครั้งการที่เด็กๆ ไม่อยากเรียน อาจเป็นเพราะบทเรียนนั้นยืดยาว น่าเบื่อ หรือเข้าใจยากเกินไป ลองหาคุณครูพิเศษที่ช่วยสรุปเป็นข้อง่ายๆ จะทำให้เด็กๆ เข้าใจได้เร็วมากขึ้นค่ะ 5) เรียนเสริมกับเพื่อนสนิทเหล่าผู้ปกครองอาจเพิ่มทักษะการเรียน โดยให้ลูกเรียนกับเพื่อนที่สนิทด้วย จะทำให้เด็กๆ มีเพื่อน มีแรงผลักดันในการช่วยกันเรียน และรู้สึกมีแรงใจในการเรียนมากขึ้นนั่นเองค่ะ THAILAND COURSE

5 วิธีช่วยให้ลูกอยากเรียนหนังสือ Read More »

ใกล้ปิดเทอมแล้ว เรียนอะไรดี?

ใกล้ปิดเทอมแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่คงกำลังหากิจกรรมให้ลูกๆ ทำ เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เรามีไอเดียการเรียนน่าสนใจมากมาย ที่จะเป็นประโยชน์กับเด็กๆ ในช่วงปิดเทอมนี้ มาดูกันค่ะ! 1) เรียนภาษาการเรียนภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 ติดตัวไว้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี หรือภาษาอื่นๆ ยังไงก็มีประโยชน์ในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ เพราะมนุษย์เราต้องใช้ภาษาเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารอยู่แล้ว อนาคตหากเดินทางไปต่างประเทศ หรือได้ทำงานกับชาวต่างชาติก็พกความมั่นใจไปเต็มร้อยเลยทีเดียว 2) เรียนดนตรีไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เล่นกีต้าร์ เปียโน ไวโอลิน หรือกลอง ต่างเป็นอีกหนึ่งทักษะที่นอกจากจะเสริมสร้างสมอง พัฒนาบุคลิกภาพ ทำให้สมองผ่อนคลาย ยังสามารถนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้อีกด้วย 3) เรียนศิลปะเสพศิลป์ เพิ่มสุนทรียศาสตร์ ทำให้เด็กๆ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ เกิดจินตนาการใหม่ๆ ทำให้เด็กๆ มีความเชื่อมั่นในตนเองยิ่งขึ้น  4) เรียนกีฬา การเล่นกีฬา ว่ายน้ำ แบดมินตัน เทนนิส กอล์ฟ หรือออกกำลังกายอื่นๆ นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายแล้ว ยังทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย และฝึกสมาธิ 5) เรียนบัลเล่ต์บัลเล่ต์ หรือการเต้น

ใกล้ปิดเทอมแล้ว เรียนอะไรดี? Read More »

ถ้าไม่รู้ว่าโตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร จะหาตัวตนของตัวเองเจอได้ยังไง

คุณพ่อคุณแม่อาจเป็นกลุ้ม เมื่อเราอยากผลักดันให้เด็กๆ ได้ทำตามอาชีพในฝันของพวกเขา แต่เด็กๆ กลับไม่มีความฝัน หรือไม่รู้ว่า ตัวเองอยากเติบโตไปประกอบอาชีพอะไร? การที่เด็กๆ ไม่มีอาชีพในฝัน หรือไม่รู้ความชอบ ตัวตนของตัวเอง จะให้พ่อแม่เป็นผู้เลือกทางให้ ก็ดูจะเป็นการบีบบังคับฝืนใจลูกจนเกินไป แล้วอย่างนี้เราจะมีวิธีในการช่วยลูกค้นหาตัวตนของตัวเองอย่างไรได้บ้าง 1) ลองสังเกตจากกิจกรรมยามว่างของเด็กๆเมื่อเด็กๆ มีเวลาว่าง พวกเขามักจะทำสิ่งไหนเป็นประจำ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความรักในสิ่งนั้น และสามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ อย่างเช่น ชอบวาดรูประบายสี อาจจะส่งเสริมให้เรียนศิลปะเพิ่มเติม ไม่แน่ว่า อนาคตอาจเติบโตไปเป็นศิลปิน จิตรกร นักออกแบบ กราฟิคดีไซเนอร์ได้ 2) สังเกตจากสิ่งที่ทำได้ดีอาจไม่ใช่สิ่งที่เด็กๆ บอกออกมาตรงๆ ว่าชอบ แต่เขามักจะทำสิ่งนั้นได้ดีเสมอ  เช่นสังเกตจากคะแนนสอบที่ทำได้ดีในวิชาภาษาอังกฤษ แสดงว่าเด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีในด้านภาษา อาจลองส่งไปเข้าแคมป์ หรือคอร์สเรียนภาษาสั้นๆ ที่ต่างประเทศ เพื่อพัฒนาภาษาเพิ่มเติมได้ 3) สังเกตจากสิ่งที่เด็กๆ ร้องขอให้เราทำเช่น อาจจะขอให้เล่นสิ่งนี้ด้วย ชวนเราไปที่ไหน ขอสิ่งไหนเป็นรางวัล สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สามารถจุดประกายความฝันของลูกๆ ได้ 4) ส่งเสริมให้เด็กๆ รักในการอ่านการอ่านหนังสือ เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของเด็กๆ ให้กว้างขึ้น ค้นหาความสนใจของตนเอง

ถ้าไม่รู้ว่าโตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร จะหาตัวตนของตัวเองเจอได้ยังไง Read More »